~~ > สำนักงานประกันสุขภาพ โรงพยาบาลมหาสารคาม <~~ - ประกันสังคมน่ารู้

ข่าวประชาสัมพันธ์

ข้อมูลผู้ประกันตนประจำเดือน 1 พฤศจิกายน  2557  ดาวน์โหลด ! new.gif

หากมีปัญหาในการใช้โปรแกรมหรือลงรายงานไม่ได้ กรุณาติดต่อที่

043-740993 ต่อ 214   ติดต่อ  กนกพรรณ  (นก)   

ขอแจ้งเปลี่ยน E-mail ในการส่งรายงานค่ะ

อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้

 

 

ประกันสังคมน่ารู้ PDF พิมพ์ อีเมล์
  วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนประกันสังคม   

เพื่อสร้างหลักประกันและความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้แก่ประชาชน โดยการเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข ร่วมผิดชอบต่อสังคมด้วยการออมและเสียสละเพื่อส่วนรวมมีหลักการสำคัญ ที่มุ่งให้ประชาชนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือตนเอง และครอบครัวในยามที่ไม่มีรายได้ รายได้ลดลงหรือมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น โดยไม่เป็นภาระให้ผู้อื่นและสังคม การประกันสังคมจึงเป็นมาตรการหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดความมั่นคงในชีวิต


  กองทุนประกันสังคมให้ความคุ้มครองผู้ประกันตน 7 กรณี ได้แก่   

- กรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย
- กรณีคลอดบุตร
- กรณีทุพพลภาพ
- กรณีเสียชีวิต
- กรณีสงเคราะห์บุตร
- กรณีชราภาพ
- กรณีว่างงาน


  มีผลบังคับใช้เมื่อไร กับใคร   

พ.ร.บ.ประกันสังคมเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2533 กับสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไปและในภายหลังได้ขยายออกไปเป็นสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป เมื่อวันที่ 2 เดือนกันยายน 2536 และขยายไปยังสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2545


  ลูกจ้างที่ไม่อยู่ในข่ายบังคับตามพระราชบัญญัติประกันสังคม   

- ข้าราชการและลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวรายวันและรายชั่วโมงของส่วนราชการ
- ลูกจ้างของรัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ
- ลูกจ้างของนายจ้างที่มีสำนักงานในประเทศ และไปประจำทำงานในต่างประเทศ
- ครูหรือครูใหญ่ของโรงเรียนเอกชน
- นักเรียน นักเรียนพยาบาล นิสิต นักศึกษา หรือแพทย์ฝึกหัดซึ่งเป็นลูกจ้างของโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือ
  โรงพยาบาล
- ลูกจ้างของสภากาชาด
- ลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ
- ลูกจ้างของกิจการเพาะปลูก ประมง ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์ ที่มิได้ใช้ลูกจ้างตลอดปี และไม่มีงานลักษณะอื่นรวมอยู่ด้วย
- ลูกจ้างของนายจ้างที่จ้างเป็นครั้งคราว หรือเป็นไปตามฤดูกาล
- ลูกจ้างงานบ้านซึ่งไม่มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย
- ลูกจ้างของสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์


  ใครบ้างต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม   

ผู้ที่มีหน้าที่ตามกฎหมาย ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ประกอบด้วย 3 ฝ่าย คือ
- รัฐบาล
- นายจ้าง
- ลูกจ้าง

นายจ้างและลูกจ้าง จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน ในอัตราร้อยละ 5 ของค่าจ้าง และรัฐบาลสมทบอีกส่วนหนึ่ง โดยนายจ้างเป็นผู้นำส่ง ในส่วนของลูกจ้าง และนายจ้างต้องนำส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายค่าจ้าง (หักเงินสมทบ) ณ สำนักงานประกันสังคมจังหวัด หรือสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการนั้นขึ้นทะเบียนไว้ โดยจ่ายเป็นเงินสดหรือจ่ายผ่านธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนหรือจ่ายที่ทำการไปรษณีย์ ทางอินเตอร์เน็ตกับธนาคารซิตี้แบงค์ และทางธนาคารมิซูโอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และธนาคารกรุงศรีอยุธยา


  หน้าที่ของนายจ้าง ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม   

- ขึ้นทะเบียนกองทุนประกันสังคม ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป
- แจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงของนายจ้างและผู้ประกันตนภายใน 15 วันของเดือนถัดไป
- หักเงินสมทบจากค่าจ้าง ของลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตน
- ออกเงินสมทบในส่วนของนายจ้าง และนำส่งเงินสมทบสำหรับค่าจ้างประจำเดือนที่ต้องนำส่ง ภายใน 15 วันของเดือน
  ถัดไป โดยนำส่ง ที่ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จ่ายผ่านที่ทำการไปรษณีย์ หรือทางระบบอินเตอร์เน็ต   กับธนาคารซิตี้แบงค์ และธนาคารมิตซูโฮ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และธนาคารกรุงศรีอยุธยา สำนักงานประกันสังคม
  เขตพื้นที่ หรือสำนักงานประกันสังคมจังหวัดที่สถานประกอบการตั้งอยู่
- จัดทำทะเบียนผู้ประกันตน


  บทลงโทษนายจ้างที่ไม่ปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2537   

นายจ้างผู้ใดมีเจตนาไม่ยื่นแบบรายการแสดงรายชื่อผู้ประกันตน อัตราค่าจ้างและข้อความอื่นตามที่กำหนด ต่อสำนักงานประกันสังคมภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ลูกจ้างนั้นเป็นผู้ประกันตน หรือไม่แจ้งเป็นหนังสือขอเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในแบบรายการที่ได้ยื่นไว้ต่อสำนักงานประกันสังคม ให้ตรงกับข้อเท็จจริงภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป จากเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลง ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

       นายจ้างผู้ใดมีเจตนาไม่จัดทำทะเบียนผู้ประกันตน (ส.ป.ส. 6-07) และนายจ้างกรอกแบบแสดงเงินสมทบ(ส.ป.ส. 1-10)ไม่ถูกต้อง ครบถ้วน พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้นายจ้างกรอกแบบรายการดังกล่าว ให้ถูกต้อง ครบถ้วน หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตาม มีความผิดฐานขัดคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ต้องระวางโทษ จำคุก ไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


  บัตรประกันสังคม บัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล   

บัตรประกันสังคม
กรณีขึ้นทะเบียนใหม่ ใช้บัตรประจำตัวประชาชนแทน

บัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล
- เขียนคำร้อง ขอบัตรใหม่ ตามแบบ สปส. 9-02
- กรณีบัตรหาย ให้ใช้แบบ สปส. 9-02
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาทะเบียนบ้าน

ยื่นขอมีบัตรใหม่ได้ที่
- สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่
- สำนักงานประกันสังคมจังหวัด

หมายเหตุ
- กรณีบัตรประกันสังคมหมดอายุ ยังสามารถใช้ต่อไปได้จนกว่าจะได้รับบัตรประชาชนเอกประสงค์ (Smart Card)
- กรณีเป็นผู้ประกันตนใหม่ ให้ใช้บัตรประชาชนแทนบัตรประกันสังคม
- กรณีเป็นผู้ประกันตนเป็นคนต่างด้าว ต้องใช้บัตรประกันสังคมเท่านั้น


  โรคที่กำหนดให้ไม่อยู่ในความครอบคลุมในกรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย(โรคที่ยกเว้นการรักษาฟรี)    

- โรคจิต ยกเว้นกรณีเฉียบพลัน ซึ่งต้องทำการรักษาในทันที และระยะเวลารักษาไม่เกิน 15วัน
- โรคหรือการประสบอันตรายอันเนื่องจากการใช้ยาเสพติด ตามกฎหมาย ว่าด้วยยาเสพติด
- โรคเดียวกันที่ต้องใช้เวลารักษาตัวในโรงพยาบาลประเภทคนไข้ใน เกิน 180 วัน ใน 1 ปี
- การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis)

>>> ยกเว้น <<<
ก. กรณีไตวายเฉียบพลัน ที่มีระยะเวลาการรักษาไม่เกิน 60 วัน ให้มีสิทธิได้รับบริการทางการแพทย์
ข. กรณีเจ็บป่วยด้วยโรคไตวายเรื้อรัง ระยะสุดท้ายให้มีสิทธิได้รับบริการทางแพทย์ โดยการฟอกเลือด ด้วยเครื่องไตเทียม ตามหลักเกณฑ์เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดในประกาศ สำนักงานประกันสังคม


- การกระทำใดๆเพื่อความงามโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
- การรักษาที่ยังอยู่ในระหว่างการค้นคว้าทดลอง
- การรักษาภาวะมีบุตรยาก
- การตรวจเนื้อเยื่อ เพื่อการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ ยกเว้น การปลูกถ่ายไขกระดูก
- การตรวจใดๆที่เกินความจำเป็นในการรักษาโรคนั้น ๆ
- การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ
- การเปลี่ยนเพศ
- การผสมเทียม
- การบริการระหว่างพักรักษาตัวแบบพักฟื้น
- ทันตกรรม ยกเว้น กรณีอุดฟัน ถอนฟัน ขูดหินปูน
- แว่นตา และเลนส์เทียม ยกเว้นการผ่าตัดใส่เลนส์เทียมในลูกตา ให้จ่ายเป็นค่าเลนส์เทียมในอัตราข้างละ 4,000 บาท


  ผู้ประกันตนเจ็บป่วยฉุกเฉิน หรือได้รับอุบัติเหตุ จะทำอย่างไร   

กรณีผู้ประกันตนซึ่งจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน เมื่อ เจ็บป่วยฉุกเฉิน หรือได้รับอุบัติเหตุ หากไม่สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาล ในสถานพยาบาลที่ระบุไว้ในบัตรรับรองสิทธิได้ สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลใดก็ได้ โดยสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อน แล้วนำหลักฐานมาขอรับเงินคืน จากสำนักงานประกันสังคม ซึ่งสามารถเบิกได้ในส่วนของค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้น ภายใน 72 ชั่วโมงแรกหลังเกิดเหตุ โดยไม่นับรวมวันหยุดราชการ ต่อจากนั้นผู้ประกันตนต้อง เข้ารับการรักษาตัวต่อยังสถานพยาบาล ที่ระบุชื่อไว้ในบัตรรับรองสิทธิรักษาพยาบาล


  เบิกค่ารักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน หรือประสบอุบัติเหตุได้ในอัตราเท่าไร 

กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน


ผู้ป่วยนอก จ่ายให้ปีละไม่เกิน 2 ครั้ง ดังนี้
- ค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 300 บาท/ครั้ง
- ค่าตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ จ่ายเพิ่มจากค่ารักษาพยาบาล ไม่เกิน 200 บาท/ครั้ง
- ค่าหัตถการ จากแพทย์ จ่ายเพิ่มจากค่ารักษาพยาบาล ไม่เกิน 200 บาท/ครั้ง

ผู้ป่วยในจ่ายให้ปีละไม่เกิน 2 ครั้ง ดังนี้
- ค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง ไม่เกินวันละ 1500 บาท
- กรณีผ่าตัดใหญ่ไม่เกิน 2 ชั่วโมง ไม่เกิน 8,000 บาท
- กรณีผ่าตัดใหญ่เกิน 2 ชั่วโมง ไม่เกิน 14,000 บาท
- ค่าห้อง ค่าอาหาร ไม่เกินวันละ 700 บาท
- ค่ารักษาพยาบาลเพิ่ม กรณีที่ต้องรักษาในห้อง ICU จ่ายไม่เกินวันละ 2,000 บาท
- กรณีการตรวจรักษาด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง ได้แก่ CT SCAN หรือ MRI จ่ายไม่เกิน 4,000 บาท ตามหลักเกณฑ์
  ที่กำหนด

ค่าพาหนะเคลื่อนย้ายผู้ป่วย


- ค่ารถพยาบาลหรือเรือพยาบาล จ่ายให้ไม่เกิน 500 บาท/ครั้ง
- พาหนะรับจ้าง หรือส่วนบุคคล ไม่เกิน 300 บาท/ครั้ง
- ข้ามเขตจังหวัด จ่ายเพิ่มตามระยะทางกิโลเมตรละ 90 สตางค์

กรณีประสบอุบัติเหตุ


- จ่ายเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ภายใน 72 ชั่วโมง ไม่จำกัดจำนวนครั้ง
- ถ้าเข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลของรัฐ จ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริง ตามความจำเป็น สำหรับค่าใช้จ่ายใน
  การรักษาพยาบาล ภายใน 72 ชั่วโมง หากเข้ารักษา ณ พยาบาลเอกชน จ่ายตามหลักเกณฑ์เดียวกับ กรณีฉุกเฉิน
  โดยไม่กำหนดจำนวนครั้ง


  ประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วย หรือประสบอันตราย   

ผู้ประกันตนซึ่งจ่ายเงินสมทบในส่วนของกรณีเจ็บป่วยมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนวันรับบริการทางการแพทย์ จะได้รับการบริการทางการแพทย์รวมถึงค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค ตามประกาศสำนักงานประกันสังคมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จากสถานพยาบาลที่มีชื่อระบุไว้ในบัตรรับรองสิทธิรักษาพยาบาล โดยแสดงบัตรรับรองสิทธิฯ ทุกครั้งที่เข้ารับการรักษาพยาบาล ยกเว้นโรคที่ไม่อยู่ในข่ายคุ้มครอง และได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในระหว่างหยุดพักรักษา ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายเดือน โดยได้รับตามที่หยุดงานจริง ตามคำสั่งแพทย์ ครั้งละไม่เกิน 90 วัน และรวมกันไม่เกิน 180 วัน ต่อปี เว้นแต่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังจะได้รับไม่เกิน 365 วัน


  ประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตร   

    สิทธิจะเกิดเมื่อผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า7 เดือนภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนวันรับ
บริการทางการแพทย์กรณีคลอดบุตร โดยจะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน ดังนี้


ผู้ประกันตนหญิง


1. ให้ผู้ประกันตนหญิงไปรับบริการทางการแพทยฺ์กรณีคลอดบุตร ตั้งแต่การฝากครรภ์จนถึงการคลอดบุตร ณ
สถานพยาบาล ตามบัตรรับรองสิทธิฯ ของตนเองหรือของสามี (ที่เป็นผู้ประกันตน) หรือสถานพยาบาลเครือข่าย
ของสถานพยาบาลตามบัตรฯ ของตนเองหรือของสามี โดยไม่ต้องจ่ายเงินค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายใดๆ


>>> ยกเว้น <<< ค่าใช้จ่ายในด้านบริการพิเศษอื่นๆ ที่ไม่ใช่บริการทางการแพทย์กรณีคลอดบุตร
2. เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเหมาจ่ายในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ยเป็นระยะเวลา 90 วัน

ผู้ประกันตนชาย


สำหรับคู่สมรสของผู้ประกันตนชายให้ไปรับบริการทางการแพทย์กรณีคลอดบุตร ตั้งแต่การฝากครรภ์จนถึงการคลอดบุตร ณ สถานพยาบาล ตามบัตรรับรองสิทธิฯ ของผู้ประกันตนชายหรือสถานพยาบาลเครือข่ายของสถานพยาบาลตามบัตรฯ โดยไม่ต้องจ่ายเงินค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายๆ ยกเว้น ค่าใช้จ่ายในด้านบริการพิเศษอื่นๆ ที่ไม่ใช่บริการทางการแพทย์กรณีคลอดบุตร
 

การรับบริการทางแพทย์กรณีคลอดบุตร


ผู้ประกันตนหรือคู่สมรสของผู้ประกันตนจะต้องขึ้นทะเบียนการใช้สิทธิการรับบริการทางการแพทย์ กรณีคลอดบุตร
ตามแบบที่กำหนด โดยหลักฐานที่ใช้ในการขึ้นทะเบียนสำหรับผู้ประกันตนชาย มีดังนี้
     - สำเนาทะเบียนสมรส หรือ หนังสือรับรองของผู้ประกันตนกรณีไม่มีทะเบียนสมรสตามแบบที่
       สำนักงานประกันสังคมกำหนด
     - สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ประกันตนชายและคู่สมรสของผู้ประกันตน

หมายเหตุ


1. กรณีที่ผู้ประกันตนหรือคู่สมรสของผู้ประกันตน ไปรับบริการทางการแพทย์กรณีคลอดบุตร จากสถานพยาบาลอื่น
    ที่มิใช่สถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ให้ผู้ประกันตนสำรองจ่ายเงินค่าบริการทางการแพทย์กรณีคลอดบุตร
    ไปก่อนแล้วมาเบิกค่าคลอดบุตรได้ในอัตราเหมาจ่าย 6,000 บาทจากสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่หรือจังหวัด
2. ถ้าสามีและภรรยาเป็นผู้ประกันตนทั้งคู่ให้ใช้สิทธิในการเบิกค่าคลอดบุตรรวมกันไม่เกิน 4 ครั้ง


  ประโยชน์ทดแทนกรณีทุพพลภาพ   

สิทธิจะเกิดเมื่อผู้ประกันตน ได้จ่ายเงินสมทบในส่วนของกรณีทุพพลภาพมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน ระยะเวลา 15 เดือน ก่อนวันที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนดให้เป็นผู้ทุพพลภาพ มีสิทธิได้รับ


ค่ารักษาพยาบาล
จ่ายเท่าที่จ่ายจริงไม่เกินเดือนละ 2,000 บาท


เงินทดแทนการขาดรายได้
ได้รับในอัตราร้อยละห้าสิบของค่าจ้างตลอดชีวิต


ค่าอวัยวะเทียม/อุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค
ผู้ทุพพลภาพมีสิทธิได้รับค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ตามประกาศของสำนักงานประกันสังคม เรื่องประเภทและอัตรา
ค่าอวัยวะเทียม และอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรคกรณีทุพพลภาพ


ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ
ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่ายกาย จิตใจและอาชีพเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นไม่เกิน 40,000 บาทต่อร่างกาย ทั้งนี้ให้
จ่ายตามประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์อัตราค่าฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ทุพพลภาพ


ค่าทำศพ
กรณีผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพถึงแก่ความตาย ผู้จัดการศพมีสิทธิได้รับค่าทำศพ 30,000 บาท


เงินสงเคราะห์
กรณีผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพถึงแก่ความตาย ผู้มีสิทธิจะได้รับเงินสงเคราะห์ดังนี้
- ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้วตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป แต่ไม่ถึง 10 ปี ก่อนเป็นผู้ทุพพลภาพ ให้ได้รับเงินสงเคราะห์เท่ากับค่าจ้างเฉลี่ยหนึ่งเดือนครึ่ง
- ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้วตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ก่อนเป็นผู้ทุพพลภาพให้ได้รับเงินสงเคราะห์เท่ากับค่าจ้างเฉลี่ยห้าเดือน


หมายเหตุ : เงินค่าทำศพและเงินสงเคราะห์จะมีสิทธิเฉพาะผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2538 เป็นต้นมา


  ประโยชน์ทดแทนกรณีตาย   

สิทธิจะเกิดเมื่อผู้ประกันตน จ่ายเงินสมทบในส่วนของกรณีตาย มาแล้วไม่น้อยกว่า 1 เดือนภายในระยะเวลา 6 เดือน ก่อนถึงแก่ความตาย สำนักงานประกันสังคมจ่ายประโยชน์ทดแทน ดังนี้
1. ผู้จัดการศพมีสิทธิได้รับค่าทำศพ 30,000 บาท
2. ผู้มีสิทธิจะได้รับเงินสงเคราะห์กรณีตายดังนี้
- ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้วตั้แต่ 3 ปีขึ้นไปแต่ไม่ถึง 10 ปี ให้ได้รับเงินสงเคราะห์เท่ากับค่าจ้างโดยเฉลี่ยหนึ่งเดือนครึ่ง
- ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้ว ตั้งแต่ 10 ขึ้นไปให้ได้รับเงินสงเคราะห์เท่ากับค่าจ้างโดยเฉลี่ยห้าเดือน


ใครคือผู้จัดการศพ


- บุคคลซึ่งผู้ประกันตนทำหนังสือระบุให้เป็นผู้จัดการศพและได้เป็นผู้จัดการศพผู้ประกันตน
- คู่สมรส บิดา มารดา หรือบุตรของผู้ประกันตนที่มีหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้จัดการศพผู้ประกันตน
- บุคคลอื่นที่มีหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้จัดการศพผู้ประกันตน


ผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์กรณีที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย ได้แก่


- บุคคลซึ่งผู้ประกันตนทำหนังสือระบุให้เป็นผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์ หากผู้ประกันตนมิได้มีหนังสือระบุไว้ ผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์ คือ
1. สามีหรือภริยา ที่จดทะเบียนสมรสกับผู้ประกันตน
2. บิดา มารดา
3. บุตร ชอบด้วยกฏหมายของผู้ประกันตน


  กรณีสงเคราะห์บุตร   

สิทธิที่ท่านจะได้รับเงิน
เงินสงเคราะห์บุตรเหมาจ่ายเดือนละ 200 บาท ต่อบุตรหนึ่งคน
 

เงื่อนไขของบุตรที่ได้รับการสงเคราะห์


- เงินสงเคราะห์บุตรสำหรับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีอายุไม่เกิน 6 ปี บริบูรณ์ จำนวนคราวละไม่เกิน 2 คน (บุตร โดยชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม หรือบุตรซึ่งได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่น)
  บุตรชอบด้วยกฏหมายตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1546 มาตรา 1547 และมาตรา 1557 คือ
1. บิดาและมารดาจดทะเบียนสมรสกัน หรือจดทะเบียนสมรสกันภายหลังให้ถือเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฏหมายนับแต่วันสมรส
2. บิดาได้จดทะเบียนเด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฏหมาย กรณีที่บิดาและมารดามิได้จดทะเบียนสมรสกันแต่บิดาได้จดทะเบียนเด็กเป็น บุตรโดยชอบด้วยกฏหมายต่อนายทะเบียนให้ถือเป็นบุตรชอบด้วยกฏหมายของบิดานับแต่วันที่จดทะเบียน
3. ศาลมีคำพิพากษาว่าเป็นบุตรให้ถือเป็นบุตรชอบด้วยกฏหมายของบิดานับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
4. บุตรที่เกิดจากบิดามารดามิได้สมรสกันให้ถือเป็นบุตรชอบด้วยกฏหมายของมารดา
- ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยฃน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตร สำหรับบุตรซึ่งมีอายุไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์


เว้นแต่
ผู้ประกันตนเป็นผู้ทุพพลภาพหรือถึงแก่ความตายในขณะที่บุตรมีอายุไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์จะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนต่อจนบุตรอายุ 6 ปีบริบูรณ์

หลักเกณฑ์การใช้สิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน


1. ในกรณีที่บิดามารดาเป็นผู้ประกันตน
- ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนเพียงฝ่ายเดียว
- เมื่อผู้ประกันตนมีการจดทะเบียนหย่า หรือแยกกันอยู่ และบุตรอยู่ในอุปการะของผู้ประตนฝ่ายใด ให้ฝ่ายนั้นมีสิทธิรับประโยชน์ทดแทน
2. ผู้ประกันตนมีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน สำหรับบุตรคราวละไม่เกิน 2 คน โดยนับลำดับการเกิดก่อนหลัง
3. ให้ผู้ประกันตน/ผู้มีสิทธิ แสดงหลักฐานการมีชีวิตอยู่ของบุตร ณ สำนักงานประกันสังคมที่ท่านได้ยื่นคำขอรับ ประโยชน์ทดแทนไว้ปีละ 1 ครั้ง ระหว่างวันที่ 1-31 ตุลาคมของทุกปี


  ประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ   

กรณีเงินบำนาญชราภาพ


เงื่อนไขการเกิดสิทธิ
- จ่ายเงินสบทบไม่น้อยกว่า 180 เดือนไม่ว่าระยะเวลา 180 เดือนจะติดต่อกันหรือไม่ก็ตาม และ
- มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และ
- ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง

กรณีบำเหน็จชราภาพ


เงื่อนไขการเกิดสิทธิ
- จ่ายเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน และ
- ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง และ
- มีอายุครบ 55 ปี บริบูรณ์หรือเป็นผู้ทุพพลภาพ หรือถึงแก่ความตาย

เงินบำนาญชราภาพ


- กรณีจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือนให้ได้รับเงินบำนาญชราภาพ ในอัตราร้อยละ 15 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย
  ที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบ ก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง
- จ่ายเงินสมทบเกินกว่า 180 เดือน ให้ปรับเพิ่ม อัตราเงินบำนาญชราภาพตามข้อที่ 1 จากอัตรา ร้อยละ15 เพิ่ม อีกร้อย
  ละ 1 ต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบ ทุก 12 เดือน

เงินบำเหน็จชราภาพ


1. กรณีจ่ายเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน ให้จ่ายเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่าย สมทบเข้ากองทุน
2. กรณีจ่ายเงินสมทบ ตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป ให้จ่ายเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายสมทบเข้ากองทุนพร้อมผล ประโยชน์ตอบแทน ตามที่สำนักงานประกันสังคมประกาศกำหนด
3. กรณีผู้รับเงินบำนาญชราภาพถึงแก่ความตายภายใน 60 เดือน นับแต่เดือนที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ ให้จ่ายเงินบำนาญชราภาพจำนวน 10 เท่า ของเงินบำนาญชราภาพรายเดือนที่ได้รับคราวสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตาย


  ประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน   

หลักเกณฑ์ที่จะทำให้ได้รับสิทธิ
ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือนภายในระยะเวลาก่อนการว่างงาน
 

เงื่อนไขการเกิดสิทธิ เมื่อถูกเลิกจ้างหรือลาออก


- ต้องขึ้นทะเบียนหางานที่สำนักจัดหางานของรัฐ
- มีความสามารถในการทำงาน และพร้อมที่จะทำงานที่เหมาะสมตามที่จัดหาให้
- ต้องไม่ปฏิเสธการฝึกงาน
- ต้องรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่สำนักจัดหางานไม่น้อยกว่าเดือนละ 1 ครั้ง
- ผู้ว่างงานต้องไม่ถูกเลิกจ้างเนื่องจากกรณี :
1. ทุจริตต่อหน้าที่
2. กระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง
3. จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
4. ฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฏหมายในกรณีร้ายแรง
5. ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 7 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุผลอันควร
6. ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
7. ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดเว้นแต่โทษสำหรับความผิดลหุโทษ
- ต้องมิใช่ผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ
- มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนเริ่มตั้งแต่วันที่ 8 นับแต่วันว่างเว้นจากการทำงานกับนายจ้างรายสุดท้าย
- ไม่เป็นผู้ประกันตนโดยสมัครใจตามมาตรา 39
 

สิทธิที่ท่านจะได้รับ


กรณีถูกเลิกจ้าง
- ได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 180 วัน ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้าง
กรณีลาออก
- ได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 90 วัน ในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้าง
* หากใน 1 ปีปฏิทิน มีการยื่นขอรับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานทั้ง 2 กรณี ให้นับระยะเวลาการรับเงินทดแทน ระหว่างการว่างงานรวมกันไม่เกิน 180 วัน *
** เงินทดแทนการขาดรายได้จะจ่ายเป็นงวดเดือนโดยโอนผ่านบัญชีธนาคารตามที่ผู้ประกันตนแจ้ง **

หมายเหตุ
ผู้ประกันตนที่ว่างงาน ให้ยื่นเรื่องขึ้นทะเบียนที่สำนักจัดหางานของรัฐ ภายใน 30 วัน หลังจากถูกเลิกจ้าง หรือลาออกจากงาน


  หลักฐานประกอบการขอรับประโยชน์ทดแทน   

กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย


- แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกองทุนประกันสังคม (สปส.2-01)
- ใบเสร็จรับเงิน
- ใบรับรองแพทย์
 

กรณีทันตกรรม


- แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีทันตกรรม (สปส.2-16) พร้อมใบรับรองแพทย์
- ใบเสร็จรับเงิน
- สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ประเภทออมทรัพย์หน้าแรกซึ่งมีชื่อและเลขที่บัญชี(กรณีขอรับเงินทางธนาคาร)

หลักฐานที่ต้องใช้ในการยื่นคำขอรับการฟอกเลือดฯ


- แบบคำขอรับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (สปส.2-18)
- สำเนาเวชระเบียนในส่วนที่เกี่ยวข้อง
- ผลการตรวจไตตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไขฯ แนบท้ายประกาศคณะกรรมการแพทย์ เรื่อง หลักเกณฑ์ และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน กรณีบำบัดทดแทนไต
- หนังสือรับรองจากอายุรแพทย์โรคไต
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
- รูปถ่ายขนาด 1 นิ้วหรือ 2 นิ้ว จำนวน 1 รูป (ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน)

กรณีคลอดบุตร


- แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกองทุนประกันสังคม (สปส.2-01)
- สำเนาสูติบัตรของบุตร (กรณีคลอดบุตรแฝดให้แนบสำเนาสูติบัตรของคู่แฝดด้วย)
- สำเนาทะเบียนสมรส (กรณีภรรยาผู้ประกันตนคลอดบุตร) หากไม่มีทะเบียนสมรส ให้แนบหนังสือรับรองของผู้ประกันตนกรณีไม่มีทะเบียนสมรส
- สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ประเภทออมทรัพย์หน้าแรกซึ่งมีชื่อและเลขที่บัญชี

กรณีทุพพลภาพ


- แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกองทุนประกันสังคม (สปส.2-01)
- ใบเสร็จรับเงิน (กรณีขอรับค่ารักษาพยาบาล และค่าอวัยวะเทียม/อุปกรณ์)
- ใบรับรองแพทย์ (กรณีขอรับเงินทดแทนการขาดรายได้ และกรณีขอรับค่าอวัยวะเทียม/อุปกรณ์ฯ ให้แพทย์ระบุประเภทอวัยวะเทียม/อุปกรณ์ฯที่ใช้
- สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือธนาคารกรุงไทย จำกัด (หน้าแรก) ประเภทออมทรัพย์หน้าแรก ซึ่งมีชื่อและเลขที่บัญชี(กรณีขอรับเงินทางธนาคาร)

กรณีตาย


กรณีขอรับค่าทำศพ
- แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกองทุนประกันสังคม (สปส.2-01)
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้จัดการศพ
- หลักฐานจากฌาปนสถานหรือมัสยิดที่แสดงว่าเป็นผู้จัดการศพ
- สำเนามรณบัตร
- สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือธนาคารกรุงไทย จำกัด (หน้าแรก) ประเภทออมทรัพย์หน้าแรก ซึ่งมีชื่อและเลขที่บัญชี(กรณีขอรับเงินทางธนาคาร)

กรณีขอรับเงินสงเคราะห์
- แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกองทุนประกันสังคม (สปส.2-01)
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์
- สำเนาทะเบียนสมรสของผู้ประกันตนและของบิดามารดา
- สำเนาสูติบัตรของบุตร หรือสำเนาทะเบียนบ้านของบุตร กรณีบุตรไม่มีสูติบัตร
- หนังสือรับรองของนายจ้าง
- กรณีขอรับเงินทางธนาคาร ให้แนบสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากประเภทออมทรัพย์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หน้าแรกที่มีชื่อและเลขที่บัญชีของผู้มีสิทธิ

กรณีสงเคราะห์บุตร


- แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกองทุนประกันสังคม (สปส. 2-01)
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของคู่สมรส
- สำเนาทะเบียนสมรส หรือ สำเนาทะเบียนหย่าของผู้ประกันตน (กรณีจดทะเบียนหย่า)
- สำเนาสูติบัตร
- สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์หน้าแรก ซึ่งมีชื่อและเลขที่บัญชี

กรณีชราภาพ


- แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกองทุนประกันสังคม (สปส. 2-01)
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ประกันตน
กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย
- สำเนามรณบัตรของผู้ประกันตน
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของทายาทผู้มีสิทธิ
- สำเนาทะเบียนสมรสของผู้ประกันตนและของบิดามารดา
- สำเนาสูติบัตรของบุตรหรือสำเนาทะเบียนบ้านของบุตรกรณีไม่มีสูติบัตร
- สำเนาทะเบียนบ้าน ของทายาทผู้มีสิทธิ
- กรณีขอรับเงินทางธนาคาร ให้แนบสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หน้าแรกซึ่งมีชื่อและเลขบัญชีของผู้รับประโยชน์ทดแทนด้วย
 

กรณีว่างงาน


- แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน (สปส.2-01/7)
- บัตรประจำตัวประชาชน
- รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว 1 รูป
- หนังสือรับรองการออกจากงานหรือสำเนาแบบแจ้งการลาออกจากงานของผู้ประกันตน (สปส.6-09)
- หนังสือหรือคำสั่งของนายจ้างให้ออกจากงาน
- สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์หน้าแรก ซึ่งมีชื่อและ
เลขที่บัญชีของผู้ประกันตน


  ระยะเวลาการขอรับประโยชน์ทดแทน   

ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนต้องยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่มีสิทธิและถ้าไม่มาขอรับเงินภายใน 2 ปี นับแต่วันที่สำนักงานประกันสังคมได้แจ้งให้รับเงิน ให้เงินนั้นตกเป็นของกองทุน แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นอาจยื่นขอขยายเวลาการขอรับเงินออกไปได้อีก


  สถานที่ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทน   

สำนักงานประกันสังคม
เลขที่ 88/28 หมู่ 4 ถนนติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
โทรศัพท์ 1506

สำนักงานประกันสังคม เขตพื้นที่ 1

สำหรับสถานประกอบการในเขตดุสิต เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เขตพระนคร และเขตสัมพันธวงศ์
สถานที่ตั้ง : อาคารสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ชั้น 4 ภายในบริเวณกระทรวงมหาดไทย ถนนอัษฏางค์ แขวงวัดราชบพิธ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
โทรศัพท์ 0-2622-2500-15 โทรสาร 0-2622-2526, 0-2622-2550

สำนักงานประกันสังคม เขตพื้นที่ 2

สำหรับสถานประกอบการในเขตจตุจักร เขตดอนเมือง เขตบางซื่อ เขตบางเขน และเขตหลักสี่
สถานที่ตั้ง : 70 ซอย 10 ถนนเทศบาลรังสรรค์เหนือ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ 0-2954-2577-84 โทรสาร 0-2954-4869, 0-2954-4862, 02-954-4805

สำนักงานประกันสังคม เขตพื้นที่ 3

สำหรับสถานประกอบการในเขตดินแดง เขตพญาไท เขตราชเทวี และเขตห้วยขวาง
สถานที่ตั้ง : อาคาร 11 กระทรวงแรงงาน ถนนมิตรไมตรี แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ 0-2248-0833-39 โทรสาร 0-248-0865

สำนักงานประกันสังคม เขตพื้นที่ 4

สำหรับสถานประกอบการในเขตบางรัก เขตปทุมวัน เขตยานนาวา เขตสาทร และเขตบางคอแหลม
สถานที่ตั้ง : 144/18-22 ซอยสีลม 10 ถนนสีลม แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500
โทรศัพท์ 0-2634-0180-95 โทรสาร 0-634-0197

สำนักงานประกันสังคม เขตพื้นที่ 5

สำหรับสถานประกอบการในเขตคลองสาน เขตธนบุรี เขตบางกอกน้อย เขตบางกอกใหญ่ และเขตบางพลัด
สถานที่ตั้ง : 311 ถนนรัชดาภิเษก แขวงบุคคโล เขตธนบุรี กรุงเทพฯ 10600
โทรศัพท์ 0-2476-9016-19, 0-2476-9979-83 โทรสาร 0-2468-8771, 0-2468-8776

สำนักงานประกันสังคม เขตพื้นที่ 6

สำหรับสถานประกอบการในเขตตลิ่งชัน เขตทวีวัฒนา เขตบางแค เขตภาษีเจริญ และเขตหนองแขม
สถานที่ตั้ง : ศูนย์การค้าฟิวเจอร์ปาร์ค บางแค ชั้น 3 ถนนเพชรเกษม แขวงบางแค เขตบางแค กรุงเทพฯ 10160
โทรศัพท์ 0-2804-7320-9, 0-2804-7663-5 โทรสาร 0-2804-7679

สำนักงานประกันสังคม เขตพื้นที่ 7

สำหรับสถานประกอบการในเขตจอมทอง เขตทุ่งครุ เขตบางขุนเทียน เขตบางบอน และเขตราษฎร์บูรณะ
สถานที่ตั้ง : 7/1-8 ถนนกาญจนาภิเษก แขวงบางบอน เขตบางบอน กรุงเทพฯ 10150
โทรศัพท์ 0-2415-1618, 0-2415-0533, 0-2415-0544 โทรสาร 0-2415-5039, 0-2415-8488

สำนักงานประกันสังคม เขตพื้นที่ 8

สำหรับสถานประกอบการในเขตคลองเตย เขตบางนา เขตประเวศ เขตพระโขนง เขตวัฒนา และเขตสวนหลวง
สถานที่ตั้ง : 222 ถนนสุขุมวิท 77 (อ่อนนุช) แขวงพระโขนง เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10250
โทรศัพท์ 0-2311-5935-9, 0-2311-6507-9, 0-2311-6527-8 โทรสาร 0-2311-6511, 0-2311-6529, 0-2311-6740-1

สำนักงานประกันสังคม เขตพื้นที่ 9

สำหรับสถานประกอบการในเขตคันนายาว เขตบางกะปิ เขตลาดพร้าว เขตวังทองหลาง และเขตบึงกุ่ม
สถานที่ตั้ง : 10/1273-78 ถนนนวมินทร์ (สุขาภิบาล1) แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ 10240
โทรศัพท์ 0-2379-2832, 0-2733-4111-20, 0-2733-4223-6, 0-2379-2938 โทรสาร 0-2379-2836

สำนักงานประกันสังคม เขตพื้นที่ 10
สำหรับสถานประกอบการในเขตคลองสามวา เขตมีนบุรี เขตลาดกระบัง เขพสะพานสูง เขตหนองจอก และเขตสายไหม
สถานที่ตั้ง : ยังไม่มีสถานที่ตั้งในการให้บริการ ให้สปส. เขตพื้นที่ 9 รับผิดชอบการปฏิบัติงานไปพลางก่อนจนกว่าสปส. เขตพื้นที่ 10 จะมีสถานที่ตั้งสามารถเปิดให้บริการได้

สำนักงานประกันสังคมจังหวัดทุกจังหวัด


  ผู้ประกันตนตามมาตรา 39   

ลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนในโครงการประกันสังคมแล้ว หากต่อมาได้สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเนื่องจากลาออก หรือสิ้นสุดการจ้างงาน แต่มีความประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนต่อ ก็สามารถยื่นแบบแสดงความจำนงขอเป็นผู้ประกันตนโดยสมัครใจ ตามมาตรา 39 ได้ ซึ่งลูกจ้างผู้นั้นจะต้องเคยเป็นผู้ประกันตน และได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน ก่อนวันลาออกจากงานหรือสิ้นสุดการจ้างงาน โดยยื่นแบบ สปส. 1-20 บัตรประกันสังคมพร้อมสำเนา และบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่ใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่ทางราชการออกให้พร้อมสำเนา ภายใน 6 เดือน นับแต่วันสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างโดยต้องจ่ายเงินสมทบ ในอัตราเดือนละ 432 บาท
 

คุณสมบัติของผู้สมัคร


1. เคยเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน
2. ต้องยื่นคำของเป็นผู้ประกันตนโดยสมัครใจตามมาตรา 39 ภายใน 6 เดือนนับแต่วันสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง
3. ต้องไม่เป็นผู้รับประโยชน์ทดแทนกรณีทุพพลภาพจากกองทุนประกันสังคม
 

หลักฐานการสมัคร


1. แบบคำขอเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 (สปส.1-20)
2. บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่มีรูปถ่าย ซึ่งทางราชการออกให้พร้อมสำเนา
 

วิธีการจ่ายเงิน


1. จ่ายที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัด พร้อมแนบส่งเงินสมทบผู้ประกันตนตามมาตรา 39 (สปส.1-11)

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Tuesday, 01 July 2008 )
 
Copyright 2014 ~~ > สำนักงานประกันสุขภาพ โรงพยาบาลมหาสารคาม <~~.